ROCKET CARNIVAL งานใหญ่ของชาวยโสฯ

สัปดาห์นี้ทีมงานซอกแซกขออนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศนำท่านผู้อ่าน ไปเที่ยวต่างจังหวัดกันบ้างดีกว่า เพราะขืนซอกแซกอยู่แต่ในกรุงเทพมหานคร เห็นทีสุขภาพจิตจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ

เนื่องจากการประท้วงการเผชิญหน้ายังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลายลงเลย แถมยังมีการปะทะ มีบาดเจ็บ มีล้มตายกันอีกจนได้เมื่อวันพุธที่แล้ว

หลบไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ไม่มีปัญหาการเมือง …มีแต่งานสนุกสนานบันเทิงพรั่งพร้อมไปด้วยศิลปวัฒนธรรม…ไปแล้วสบายใจกลับมาแน่นอน

เป็นอันว่าเราจะไป “ยโสธร” กันนะครับสัปดาห์นี้

พอพูดถึงจังหวัด ยโสธร สิ่งแรกที่ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจะต้องนึกถึงก็คือ บั้งไฟ เพราะจังหวัดนี้มีชื่อเสียงที่สุด ในฐานะ “เมืองบั้งไฟ” จัดประกวดประขันการจุดบั้งไฟจนเลื่องชื่อลือชามานับสิบๆปีแล้ว โด่งดังไปถึงต่างประเทศ เป็นที่รู้จักกันดีในชื่องาน THAILAND’S ROCKET CARNIVAL

ถูกต้องแล้วครับ…ทีมงานซอกแซกจะขออนุญาตนำท่านผู้อ่านไป พบกับงานบุญบั้งไฟของจังหวัดยโสธร ประจำปี 2553 ที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ว่าไปแล้วประเพณีการจุดบั้งไฟ นั้นเป็นประเพณี ของอีสานมาแต่อดีต และถ้าจะว่าไปก็คือ ประเพณีขอฟ้าขอฝนจากเทวดาเบื้องบน เนื่องในโอกาสที่ฤดูทำนาทำไร่ใกล้จะมาถึงแล้วนั่นเอง

ในตำนานเล่าไว้ ว่า เทวดาที่มีหน้าที่บันดาลให้ฝนตกของภาคอีสาน ได้แก่ พญาแถน ผู้สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า…แต่จะเป็นด้วยเหตุใดไม่แจ้งมีอยู่คราวหนึ่งใน อดีตกาลนานโพ้น พญาแถนโกรธเคืองโลกมนุษย์ แกล้งไม่ให้ฝนตกถึง 7 เดือน ทำความเดือดร้อนให้แก่มวลหมู่มนุษย์และพืชสัตว์อย่างแสนสาหัส

ครานั้นพระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิดมาเป็นพญาคางคกและได้ขันอาสานำทัพส่งสัตว์ขึ้นไปรบกับ พญาแถน เพื่อบีบบังคับให้ประพรมฝนลงมาอย่างเคย

ในตอนแรกพญาสัตว์อื่นๆ เช่น พญานาคี พญาต่อแตน เคยยกไปแล้ว แต่สู้พญาแถนไม่ได้… พญาคางคกจึงขอนำทัพเอง ระดมไปหมดทั้งแมงป่อง ตะขาบ และตัวมอด ฯลฯ

ผลปรากฏว่า กองทัพชุดหลังนี้เล่นงานพญาแถน จนอยู่หมัด…โดยเฉพาะพญามอดนำกองทัพมอดกัดอาวุธที่ทำด้วยด้ามไม้ของพญาแถน จนกระจุยกระจาย ไม่สามารถหยิบฉวยมาใช้ได้เลย

เมื่อพญาแถนเป็นฝ่ายแพ้ก็ขอทำสัญญาสงบศึกกับพญาคางคก และรับปากจะโปรยสายฝนมาสู่โลกต่อไปตามต้องการ โดยมีข้อสัญญา 3 ข้อดังนี้

ข้อ 1 ทันใดที่มวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้า พญาแถนจะสั่งการบันดาลให้ฝนตกในโลกมนุษย์โดยมิชักช้า

ข้อ 2 เมื่อได้ยินเสียงกบเสียงเขียดร้องขอให้พญาแถนรับทราบว่า ฝนได้ตกลงมาเรียบร้อยแล้ว

และ ข้อ 3 ยามใดที่ได้ยินเสียงสนูว่าว หรือเสียงโหวด (เครื่องเป่าชนิดหนึ่งของอีสาน ทำด้วยไม้ไผ่ จะเห็นบ่อยๆในวงโปงลาง) ก็ให้ฝนหยุดตกเพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว

จากสัญญา 3 ข้อนี้ การจุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้า จึงเพื่อเป็นการส่งสัญญาณไปบอกกล่าว หรือแสดงความคารวะต่อพญาแถน เพื่อทวงสัญญาขอให้โปรยฝนลงมา เนื่องจากจะถึงฤดูทำนาทำไร่ตามที่พญาแถน ให้สัญญาไว้กับพญาคางคกนั่นแล

สำหรับ ปีนี้จังหวัดยโสธรเห็นว่าห้วงเวลาที่เหมาะที่สุด ที่จะกราบเรียนพญาแถนก็คือ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคมไปจนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2553

พิธีจุดบั้ง ไฟจริงๆจะลงมือในวันที่ 9 พ.ค.โน่นครับ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ซึ่งจะมีการจุดบั้งไฟโบราณทุกประเภท รวมทั้งการแข่งขันบั้งไฟแฟนซี และบั้งไฟขึ้นสูงกันอย่างสุดเหวี่ยง

แต่ก่อนจะถึงวันจุด จะมีการสมโภชการแห่แหน การซักซ้อม และการเฉลิมฉลองอุ่นเครื่องไปเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.ดังที่แจ้งไว้ข้างต้น

นักท่องเที่ยวและผู้ สนใจที่จะไปงานนี้ จะมีโอกาสได้ดูการตระเตรียมการจัดและการสร้างบั้งไฟตามซุ้มและตามวัดต่างๆ โดยจะมีมัคคุเทศก์คอยแนะนำเมื่อเดินทางไปถึงจังหวัด

ส่วนในช่วงกลาง คืนก็จะมีการฝึกซ้อมพิธีรำเซิ้ง รวมไปถึงการเตรียมขบวนแห่บั้งไฟ และการ แสดงดนตรี พร้อมด้วยการประกวดแดนเซอร์เพลงเซิ้งกันอย่างสนุกสนาน

อะไร ไม่อะไร เนื่องจากปีนี้เป็นปีพิเศษทางจังหวัดจึงเชื้อเชิญคณะ บั้งไฟริวเซ (บั้งไฟญี่ปุ่น) จากเมือง ชิชิบุ จังหวัด ไซตามะ มาร่วมแสดงฝีมือด้วย

ญี่ปุ่น นั้นมีชื่อเสียงมากในเรื่องพลุ แต่สำหรับเรื่องบั้งไฟจะเด็ดดวงแค่ไหน จะประชันขันแข่งกับบั้งไฟยโสธรอย่างสูสีหรือไม่ต้องไปดูกัน

ในโปรแกรมแจ้งไว้ว่า ในวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งจะเป็นการจุดบั้งไฟเพื่อส่งสัญญาณไปขอฝนจากพญาแถนนั้น จะมีการจุดทั้งบั้งไฟไทยและบั้งไฟญี่ปุ่น สมทบด้วยบั้งไฟจากเพื่อนบ้าน ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐสังคม นิยมเวียดนาม อีก 2 ประเทศ

รวมทั้งหมดจะเป็นบั้งไฟที่ผนึกกำลังกันถึง 4 ประเทศ ไทย-ลาว-เวียดนาม-ญี่ปุ่น…พญาแถน ท่านจะใจไม้ไส้ระกำไม่บันดาลให้ฝนตกชุ่มฉ่ำในปีนี้ก็ให้รู้ไปซีน่า

นอกจากจุดบั้งไฟนานาชาติดังกล่าวแล้ว ยังมีงานสนุกสนานรื่นเริงอีกมากที่ทีมงานซอกแซกไม่สามารถจะบรรยายได้หมด

โดยเฉพาะการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ตามประเพณีอีสานนั้นมีทุกคืน และสนุกสนานทุกๆคืน

พวก สินค้าพื้นเมือง โดยเฉพาะข้าวปลาอาหารของใช้ของที่ระลึก ประเภท “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” หรือโอทอปนั้น ที่ยโสธรเขามีเพียบอยู่แล้ว

งาน หัตถกรรมพื้นบ้านของยโสธร เช่น หมอนขวาน ผ้าลายขิด เกวียนจำลอง กระติ๊บข้าว และขาด ไม่ได้ “บั้งไฟจำลอง” ยังไงๆก็ควรซื้อติดมือกลับมา

ของกินที่ขึ้นชื่อลือชา ได้แก่ ปลาส้ม ซึ่งมีทั้งส้มปลาตะเพียนและปลายสวาย มีบริการห่อแบบปลอดกลิ่นให้ด้วย

ท่านใดสนใจจะไปเยี่ยมยโสธรในงานบุญบั้งไฟ ประจำปีนี้ก็เชิญตามอัธยาศัย พร้อมกับขอข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ 0-4571-1093 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร, 0-4571-2722 และ 0-4571-5523 สำนักงานจังหวัดยโสธร

เที่ยวกันให้สนุกนะครับ เที่ยวเผื่อหัวหน้าทีมซอกแซกด้วย เพราะช่วงนี้ติดภารกิจหมดสิทธิ์ ไปซอกแซกด้วยตัวเอง ขออนุญาตลุ้นให้กำลังใจอยู่ที่โรงพิมพ์ไปพลางๆก็แล้วกัน.

“ซูม”

This entry was posted in ท่องเที่ยว. Bookmark the permalink.

Comments are closed.