ซอกแซกประจำวันอาทิตย์นี้ เห็นทีจะเป็นเรื่องอื่นไปมิได้นอกเสียจากเรื่องราวของปีนัง หรือเกาะหมาก ที่หัวหน้าทีมซอกแซกเกริ่นไว้เมื่อ 2-3 วันที่แล้ว

คำว่า ปีนัง หรือ Penang เป็นภาษาท้องถิ่น แปลว่า “ต้นหมาก” ตรงตัวเลยครับ เหตุเพราะที่เกาะนี้มีการปลูกหมากเอาไว้มาก จึงเรียกกันว่า เกาะปีนัง หรือเกาะหมากด้วยประการฉะนี้

ย้อนไปในอดีตสู่ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาต่อด้วยช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เกาะหมากอยู่ในความดูแลของสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่จะต้องส่งบรรณาการให้แก่ราชสำนักสยามและหวั่นเกรงว่าสยามจะกดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ จึงหันไปสร้างไมตรีกับอังกฤษ โดยยอมให้กัปตัน ฟรานซิส ไลท์ ตัวแทนของบริษัท อีสท์ เอเชีย ของอังกฤษ ทำสัญญาเช่าเกาะหมากเพื่อแลกกับการคุ้มครองนับแต่ปี พ.ศ.2329 เป็นต้นมา

เมื่อเช่าเสร็จสรรพแล้ว กัปตันไลท์ก็เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็นเกาะ ปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ พร้อมกับ ตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนเป็นเมืองเล็กๆ ในเกาะ เรียกว่า จอร์จ ทาวน์ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติกษัตริย์ จอร์จ ที่ 3 ของอังกฤษ

จอร์จ ทาวน์ และปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ เริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนโยบายพัฒนาและส่งเสริมการค้า ตลอดจนการกำหนดให้เป็นเขตปลอดภาษี และเปิดให้เล่นพนันโดยเสรี อีกทั้งยังมีการค้าประเวณีโดยถูกต้องของกัปตันฟรานซิส ไลท์

อังกฤษยังคงดูแลปีนังติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงยุคสงครามโลก ครั้งที่ 2 ก็โดนญี่ปุ่นบุกเข้ายึดไว้ แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ปีนังก็ตกเป็นของอังกฤษอีกครั้ง จนกระทั่งเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ ปีนังซึ่งรวมพื้นที่ของตัวเกาะและบริเวณชายฝั่งที่เรียกว่า เซมเบอรัง เปอไร เข้าด้วยกัน มีเนื้อที่ทั้งหมด 1,046 ตารางกิโลเมตร ก็กลายเป็นรัฐ 1 ในจำนวน 13 รัฐ ของมาเลเซีย

ปัจจุบันนี้รัฐปีนังมีประชากรทั้งสิ้น 1.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนเชื้อสายฮกเกี้ยน ผสมผสานกับชาวมาเลเซียและชาวอินเดีย ทำให้การนับถือศาสนาค่อนข้างหลากหลาย ทั้งอิสลาม พุทธมหายาน ฮินดู และคริสต์ แต่ก็อยู่กันได้อย่างปรองดองและสันติ

กล่าวในแง่ขนาดพื้นที่ ปีนังน่าจะเป็นรัฐที่เล็กสุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศมาเลเซีย แต่ในแง่จำนวนประชากรที่มีอยู่ล้านเศษๆ ดังกล่าว น่าจะสูงเป็นอันดับ 7 ของประเทศนี้

ส่วนในแง่เศรษฐกิจนั้น ว่ากันว่าปีนังเป็นรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากกัวลาลัมเปอร์กับยะโฮร์เท่านั้น

ผลิตภัณฑ์มวลรวมที่ทำรายได้สูงสุดให้แก่รัฐก็คือ อุตสาหกรรมไฮเทคต่างๆ ที่มาตั้งในเขต อุตสาหกรรมของปีนังจำนวนมาก และยังมีรายงานว่า รัฐนี้สามารถดึงดูดการลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศได้มากที่สุดของมาเลเซีย

ในแง่ท่องเที่ยว เนื่องจากปีนังเป็นเกาะ จึงมีทะเลสวยๆ อยู่รายรอบ แต่หาดทรายไม่ค่อยมี เป็นหาดโคลนเสียละมาก สวยแพ้ภูเก็ต สมุย พัทยาบ้านเราเยอะ

เสน่ห์ของเขาจึงอยู่ที่ความเก่าแก่ของตัวเมือง โดยเฉพาะในบริเวณที่เรียกว่า จอร์จ ทาวน์ ซึ่งยังรักษาตัวตึกและอาคารเก่าๆ เอาไว้ครบถ้วน รวมทั้งอาหารการกินที่เป็นสไตล์จีน ปีนังมีของ อร่อย ปิ้ง ย่าง ริมถนนให้ลิ้มลองหลายประเภท อาทิ ก๋วยเตี๋ยวผัด (คล้ายๆ ผัดซีอิ๊วบ้านเรา), ปีนังหลักซา (ต้มยำสไตล์ปีนัง) และบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง เป็นต้น ส่วนของหวานนั้นก็มีพวกลูกชิด ข้าว เหนียวดำ ถั่วแดง นํ้าหวาน นํ้าแข็งไสเป็นหลัก

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวทันสมัยไม่ต้องห่วง เขามีช็อปปิ้งมอลล์ดีๆ หลายๆ แห่ง ข้างโรงแรมที่ คณะไปพักก็มีมอลล์ใหญ่อยู่ติดโรงแรมเลย ขนาดประมาณเดอะมอลล์ รามคำแหง เห็นจะได้

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยมากอีกแห่งเมื่อไปปีนังแล้วต้องไปดูให้ได้คือ สะพานเชื่อมเกาะปีนังกับผืนแผ่นดินใหญ่ครับ ยาวประมาณ 13 กม. ทอดยาวข้ามทะเลสวยมากทีเดียว อย่าลืมเช่ารถข้ามสักเที่ยว 2 เที่ยวนะครับ เพื่อประสบการณ์ และให้ได้ชื่อว่าไปถึงปีนังเรียบร้อย

จากสภาพภูมิศาสตร์ ปีนังอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซีย ระยะเดินทางโดยรถยนต์จากกัวลาลัมเปอร์ประมาณ 4 ชั่วโมง แต่ถ้าเดินทางจากหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาประเทศไทย จะใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ปีนังจึงมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าและการท่องเที่ยวกับประเทศไทยค่อนข้างแนบแน่น ทั้งกับเกาะภูเก็ต ในยุคก่อนที่ต้องอาศัยการเดินเรือเป็นหลักและในยุคปัจจุบันก็มีรถตู้วิ่งจากหาดใหญ่สู่ปีนังและจากปีนังสู่หาดใหญ่วันละหลายๆ เที่ยว

นอกจากเป็นแหล่งทำมาค้าขาย หรือแหล่งท่องเที่ยวของคนไทยแล้ว ปีนังยังเป็นแหล่งลี้ภัยทางการเมืองของผู้หลักผู้ใหญ่ไทยอีกด้วย

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็เคย เสด็จมาประทับที่ปีนัง หลังกรณีกบฏวรเดชที่ทำให้เจ้านายส่วนมากทรงรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะประทับในประเทศไทย..พระตำหนักที่ท่านเคยประทับที่ชื่อว่า ตำหนักซินนามอน ยังอยู่ที่เลขที่ 15 ถนนเคละไว และกลายเป็นสมาคมที่ตั้งของการบินแห่งปีนังในปัจจุบันนี้

ส่วนนักการเมืองคนสำคัญที่ลี้ภัยไปปีนังและไปถึงแก่กรรมที่นี่เมื่อปี 2489 ได้แก่ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย ซึ่งมีรายงานว่า มีการบำเพ็ญกุศลและบรรจุศพที่ วัดปิ่นบังอร วัดไทยอีกวัดหนึ่งของปีนัง และทางการปีนังได้มีการตัดถนนใกล้ๆ บ้านท่าน และให้ชื่อว่า Mano Road หรือ Jalan Mano ยังมีอยู่ในปัจจุบัน

หัวหน้าทีมซอกแซกไปอยู่แค่ 2 วันกับ 2 คืน ยังเห็นอะไรไม่มากนัก ขออนุญาตเล่าเท่าที่จะพอ จดจำได้และต้องขอขอบคุณ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อีกครั้งที่ชวนผมไปทำบุญทอดกฐิน และคิดว่าน่าจะได้บุญกลับมาพอสมควร พร้อมกับความรู้ต่างๆ อีกพอสังเขป

ชอบมากก็คือ “ขนมเปี๊ยะปีนัง” กับ “นํ้ามันจันทร์” (แบบยาหม่องนํ้า) ครับ…อย่างแรก อร่อยดีไม่แพ้ขนมเปี๊ยะเมืองสิงห์ หรือแปดริ้วบ้านเรา ส่วนอย่างหลังทาแก้ปวด ปวดเอว ปวดเข่า ได้แสบๆ ร้อนๆ ดีนัก พี่น้องชาวใต้ที่ไปปีนังอาทิตย์ที่แล้วซื้อกันมาคนละหลายขวดเลยล่ะ.

“ซูม”