กลับขึ้นสู่เวทีโรงละคร “เมืองไทยรัชดาลัย” เป็นครั้งที่ 3 ไปเรียบร้อย เมื่อวันอังคารที่ 8 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา สำหรับ “สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล” ละครเวทียิ่งใหญ่ของซีนาริโอ อำนวยการผลิตและกำกับการแสดงโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ

คงจะจำกันได้ ครั้งแรกจัดแสดงขึ้นในช่วงปลายปี 2554 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 100 ปี ชาตกาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ประพันธ์นวนิยายอมตะเรื่องนี้ และได้การต้อนรับจากแฟนละครอย่างอบอุ่น จนสามารถแสดงได้ครบ 100 รอบ เท่าจำนวนปีชาตกาลของท่านผู้ประพันธ์

ต่อมาในปี 2557 ซีนาริโอ และคุณบอย ถกลเกียรติ ตัดสินใจนำกลับมาแสดงอีกครั้ง ในช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม ได้รับการตอบสนองที่ดีเช่นเคย สามารถแสดงได้อีก 50 รอบ รวม 2 ครั้ง 150 รอบ

สำหรับปีนี้ 2560 ซึ่งจะเป็นการกลับมาเป็นครั้งที่ 3 คุณบอย ถกลเกียรติ เขียนเปิดใจไว้ในสูจิบัตรที่แจกแก่ผู้เข้าชมเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม มีใจความตอนหนึ่งว่า

“6 ปีที่ผ่านมา (นับจากการแสดงครั้งแรก) ประเทศไทย ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และที่หนักที่สุดก็คือ การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจพวกเราทุกคน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559”

“ผู้ชมจำนวนมากเรียกร้องให้เรานำ สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล กลับมาแสดงอีกครั้ง เพราะสี่แผ่นดินเป็นเรื่องราวที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของแผ่นดิน ของบ้านเมือง และของชีวิต”

“ถ้าเราจะนำละครที่เคยประสบความสำเร็จเมื่อ 6 ปีก่อนกลับมาแสดงใหม่ โดยทำทุกอย่างเหมือนเดิม ในขณะที่บ้านเมืองและสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว…การที่เราจะพูดแบบเดิมๆให้กับคนที่มีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมนั้น คงไม่มีประโยชน์ ผมและทีมงานจึงต้องหาวิธีให้แม่พลอยสามารถพูดกับคนไทยในยุค 2560 ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด”

คุณบอยเขียนว่า ต้องคิดกันอยู่นานว่า จะทำอย่างไรที่จะให้ละครพูดถึงเหตุการณ์อันนำมาซึ่งความเศร้า เสียใจของคนในยุค 2560 ได้อย่างกลมกลืนกับเรื่องราวที่จบลง หลังการสิ้นพระชนม์ของในหลวงรัชกาลที่ 8 ตามบทประพันธ์เดิมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ในที่สุดก็พบว่า ในการเดินเรื่องของละครสี่แผ่นดินที่ผ่านมา ใช้ตัวเอกคือ “แม่พลอย” (สินจัย เปล่งพานิช) เป็นผู้ออกมาเล่าเหตุการณ์ต่างๆ เป็นเชิงย้อนหลังอยู่แล้ว เปรียบเสมือนวิญญาณของแม่พลอยมาเป็นผู้เล่านั่นเอง

ดังนั้น หากดวงวิญญาณที่ลอยล่องอยู่และตามดูลูกๆ หลานๆของเธอที่ยังมีชีวิตต่อมา จนถึง พ.ศ. 2560 และได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง จะเป็นผู้เล่าเรื่องต่อจากแผ่นดินที่ 4 ที่เธอมีชีวิตอยู่มาจนถึงแผ่นดินที่ 5 และแผ่นดินที่ 6 ที่มองเห็นจากสรวงสวรรค์ จึงสามารถที่จะทำได้และสมเหตุสมผล

นั่นจึงเป็นที่มาและบทสรุปของฉากพิเศษ ทั้งเริ่มต้น และสุดท้าย ที่แสดงให้เห็นถึงพสกนิกรชาวไทย ไปนั่งจุดเทียนกราบสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่รอบๆกำแพงพระบรมมหาราชวัง ดังเป็นภาพที่ปรากฏขึ้นในช่วงแรกๆ หลังเสด็จสวรรคต ก่อนที่สำนักพระราชวังจะเปิดให้เข้าถวายบังคมพระบรมศพได้ถึงในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทำให้คนดูส่งเสียงสะอื้นไห้พร้อมๆกันโดยมิได้นัดหมาย เมื่อแม่พลอยออกมาเล่าเหตุการณ์นี้ ก่อนที่ละครจะปิดฉากลง

ในส่วนการดำเนินเรื่องที่เป็น “สี่แผ่นดิน” แท้ๆมิได้มีการเปลี่ยนบทพูดและบทร้องมากนัก แทบจะเหมือนเดิมทุกประการก็ว่าได้ เริ่มจากเพลง “บ้านของฉัน” “วังหลวง” “ถึงคราวต้องจาก” “วันที่ไร้แม่” “ชาววัง” ไปจนถึงเพลง “ใต้ร่มพระบารมี” และ “ในหลวงของแผ่นดิน” อันซาบซึ้ง

แน่นอนสำหรับเพลงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักอย่าง “ขนมจีน แห่งบางปะอิน” “พลอย” “ฝากใจ” ฯลฯ ที่ขับร้องโดย คุณเปรม วัยหนุ่มคนเดิม นภัทร อินทร์ใจเอื้อ กับ แม่พลอย วัยสาวคนใหม่ อมรภัทร เสริมทรัพย์ ก็ยังไพเราะหวานชื่นเหมือนเดิมทุกอย่าง

แม่พลอยวัยเด็ก งวดนี้ใช้ถึง 2 คน ได้แก่ นารารัศมิ์ พุ่มสุโขรักษ์ กับ กัลยวรรธน์ สินรัตนภักดีกุล ในรอบที่ไปดู ไม่แน่ใจว่าเป็นคนไหน แต่ก็ถือว่าอยู่ในชั้นเกรดเอ สมกับที่ผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มข้น ร้องเพลงได้ดีมาก โดยเฉพาะเพลง ในหลวงของแผ่นดิน ที่ถือเป็นเพลงทดสอบความสามารถโดยตรง

สำหรับแม่พลอยอาวุโส ซึ่งจะเป็นทั้งตัวแสดงและตัวเล่าเรื่องนั้น สินจัย เปล่งพานิช ยังทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม เยี่ยมจนต้องภาวนา ขอให้สุขภาพแข็งแรงอย่าเจ็บ อย่าไข้เชียวนาครับ เพราะจะหาคนมาแสดงแทนสลับฉากคงยาก และงานจะกร่อยไปถนัดเลย ถ้าไม่ใช่สินจัย

ดาราแสดงนำอื่นๆก็แสดงได้ดีทุกคนโดยเฉพาะลูกๆของแม่พลอยทั้งหลาย โดยเฉพาะ “อ๊อด” คนใหม่ ที่แสดงโดย ธนนท์ จำเริญ แชมป์ เดอะว้อยซ์ไทยแลนด์ปีที่ 1 ทั้งเสียงดี ตีบทแตกเรียกเสียงปรบมือได้เกรียวกราวอีกคน

รัดเกล้า อามระดิษ (แม่ช้อย)…เยี่ยม! เกรียงไกร อุณหะนันทน์ (เปรม อาวุโส) ก็น่าจะเยี่ยมนะ รอบที่ดูได้ข่าวว่าป่วยต้องใช้ตัวแสดงแทน ซึ่งความจริงก็แสดงได้ดีมาก แต่ก็นั่นแหละ เรามันชินกับเกรียงไกรซะแล้ว ฯลฯ

ตามเป้าหมายคุณบอยตั้งใจจะแสดงในครั้งนี้อีก 42 รอบ ตั้งแต่ 8 ส.ค. ถึง 8 ต.ค. เว้นแต่จะมีเสียงเรียกร้องให้แสดงต่อ แต่ถ้าไม่ต่อก็จะทำให้ละครเรื่องนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ของประเทศไทย คือ 150+42 เท่ากับ 192 รอบ

ดูเหมือนจะเยอะนะเนี่ย แต่ถ้าเทียบกับของเมืองนอกแล้ว ของเราชิดซ้ายเลย เพราะของเขาแสดงกันทีเป็นพันๆรอบ หรือเรื่องดังอย่าง “แฟนธอมออฟดิโอเปร่า” ดูเหมือนจะปาเข้าไปหมื่นกว่ารอบเฉพาะที่บรอดเวย์

ก็เอาเหอะของเราได้เท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ผมขอเอาใจช่วยให้เพิ่มรอบการแสดงจาก 42 รอบที่ตั้งไว้เป็น 60-70 รอบ หรือ 100 รอบโน่นเลย

ใครจะไปให้กำลังใจคุณบอยให้ถึง 100 รอบในการแสดงครั้งที่ 3 ก็โปรดหาข้อมูลเรื่องจองตั๋ว จองที่นั่งที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ได้เลยนะครับ บัตรต่ำสุด 500 บาท สูงสุด 3,000 บาท เท่าเดิมครับ.

“ซูม”

ad.pressacard.700.90