แอดมินเพิ่งไปเที่ยวพัทยามาค่ะ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงที่นานๆ ไปที แต่ก็มีความประทับใจกลับมาทุกครั้ง

ทริปนี้เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในช่วงบ่าย ใช้เวลาราวสองชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่พัก “แรบบิท รีสอร์ท พัทยา” (Rabbit Resort, Pattaya) ซึ่งเป็นที่พักที่พวกเราได้รับการแนะนำมาจากเพื่อนที่อยู่ที่พัทยา ซึ่งบอกว่ามีการจัดโปรโมชั่นน่าสนใจสำหรับคนไทยอยู่ในช่วงนี้

ส่วนทางเข้ารีสอร์ทอาจจะดูชวนงงเล็กน้อยเพราะต้องเข้าทางโครงการจอมเทียนคอนโดเทล แต่พอเดินทางไปจริงๆ ก็ไม่ยากเท่าที่คิดเลยค่ะ คือพอเราขับรถมาจากกรุงเทพฯ แล้วเข้าไปตามถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3) ไปเรื่อยๆ ก่อนถึงเอาท์เล็ท มอลล์ พัทยา จะมีแยกไฟแดง ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนเทพประสิทธิ์ค่ะ ขับรถตรงไปจนสุดทางก็เลี้ยวขวาแล้วรีบเบี่ยงซ้ายเพื่อเข้าซอยด้านข้างร้านอาหารปันปัน (Pan Pan Italian Restaurant Jomtien)

ขับรถเข้าไปตามซอยนี้แล้วจะเจอป้อมยามของโครงการจอมเทียนคอนโดเทล ให้แจ้งว่ามาพักที่แรบบิท รีสอร์ท พนักงานรักษาความปลอดภัยจะขอแลกบัตรไว้ด้วยค่ะ เราก็ขับรถไปตามป้ายจนถึงลานจอดรถของโรงแรม ที่อาจชวนงงอีกครั้งเพราะไม่ได้เจออาคารล็อบบี้เลยทันทีน่ะค่ะ จากจุดจอดรถจะมีพนักงานมาช่วยยกกระเป๋าพาเราไปยังอาคารเช็กอินที่ตั้งอยู่ด้านใน

สำหรับห้องพักที่ให้เพื่อนช่วยจองล่วงหน้านี้พักได้ 4 คนค่ะ เป็นห้องพักประเภท Gold Forest Room near pool View ภายในห้องมีเตียงใหญ่ที่นอนได้ 2 คน 1 เตียง และเตียงเดี่ยวที่นอนได้เตียงละคนอีก 2 เตียง ตั้งอยู่ภายในห้องเล็กๆ ด้านข้างประตูทางเข้าค่ะ

ห้องพักประเภทนี้จะเป็นบ้านสองชั้นค่ะ ใครมากันแบบครอบครัว หรือกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ก็จองแบบ 2 ห้อง จองแบบทั้งหลังไปเลย สะดวกและเป็นส่วนตัวดีค่ะ พวกเราพอเห็นห้องพักก็ชื่นชอบมาก ผลัดกันถ่ายรูปเพลินเลยล่ะค่ะ


พอเก็บของ พักผ่อนแล้ว ช่วงเย็นเราก็เดินชมบรรยากาศรอบๆ รีสอร์ท ซึ่งทั้งแปลกใจและประทับใจมาก เนื่องจากที่รีสอร์ทนี้เน้นใช้วัสดุที่เป็นไม้มาตกแต่งห้องพัก และในส่วนของพื้นที่รอบๆ ห้องพักก็ปกคลุมด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ แถมยังมีต้นมะพร้าวที่แอดมินแอบกลัวฝังใจ เพราะตอนเด็กที่บ้านคุณตาคุณยายก็มีต้นมะพร้าว แอดมินเคยโดนลูกมะพร้าวเล็กๆ ตกเฉียดศีรษะมาค่ะ แต่ที่นี่นั้นมีการดูแลรักษาและบำรุงต้นไม้ดีมาก แอบถามพนักงานเขาบอกว่ามีการคอยเก็บลูกมะพร้าวและทางมะพร้าวออกตลอดค่ะ ใครไปพักนี่ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอะไรตกลงมาถูกร่างกายแน่นอน

ที่ประทับใจอีกอย่างคือ หน้าบ้านพักบางหลังจะมีตุ่มน้ำเล็กๆ และที่ตักน้ำไว้ล้างเท้าแบบบ้านเรือนไทยสมัยก่อนด้วยล่ะค่ะ เห็นแล้วก็คิดถึงบ้านคุณยายอีกเช่นกัน

ส่วนสระว่ายน้ำของที่นี่ก็มี 2 สระ เป็นสระว่ายน้ำแบบครอบครัวที่ลงได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก กับอีกสระหนึ่งเป็นสระผู้ใหญ่โดยเฉพาะ ทั้งสองสระมีลูกค้าชาวต่างชาติลงเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน พวกเรากะว่าจะมาลงเล่นตอนกลางคืนค่ะ ขอไปเดินชมหาดและหามื้อเย็นกินกันก่อน

ชายหาดที่นี่ก็สงบ เป็นส่วนตัว และทรายก็สะอาดมากค่ะ ซึ่งทางรีสอร์ทบอกว่าได้มีการทำความสะอาดวันละ 2-3 ครั้ง สะอาดจนเราสามารถเดินเท้าเปล่าได้โดยไม่ต้องกลัวเศษโลหะ แก้ว หรือของมีคมเลยค่ะ ปลื้มมาก

ชายหาดแห่งนี้มีชื่อว่า หาดดงตาล พัทยา มีถนนคั่นระหว่างชายหาดกับรีสอร์ท แต่ก็ไม่พลุกพล่านเพราะทางเทศบาลนครพัทยาได้กำหนดให้ถนนเส้นนี้เป็นถนนสายท่องเที่ยว และกำหนดให้รถวิ่งเฉพาะตอนเช้าและตอนเย็นค่ะ บรรยากาศจึงดีเพราะไม่มีควันรบกวน รวมทั้งไม่ต้องคอยระวังตัวมากเวลาข้ามถนนมาที่ชายหาด

ตกเย็นเราก็มาทานอาหารที่ร้าน Chefs Company ที่ตั้งอยู่ติดถนนริมหาดเลยค่ะ รายการอาหารของร้านเป็นแนวนานาชาติสไตล์ ไทย-ฟิวชั่น-สุขภาพ ซึ่งมีหลายเมนูที่น่าทานทำให้ต้องขอคำแนะนำจากพนักงานว่าจะสั่งอะไรดี แล้วเราก็สั่งกันเต็มที่เลยค่ะ มีอะไรบ้างตามมาดูกันเลย

เริ่มที่เครื่องดื่มแนะนำ Fresh Strawberry ที่สวยงามอลังการกับควันฟุ้งๆ จากน้ำแข็งแห้ง รสชาติออกหวานมัน แนะนำสำหรับคนที่รักสุขภาพและชอบถ่ายรูปค่ะ

อีกแก้วคือ Pea and Lemongrass เป็นน้ำอัญชัญตะไคร้ ที่ทางพนักงานบอกว่าเป็นเมนูโปรดของเจ้าของรีสอร์ทค่ะ เพราะเป็นเมนูเฮลท์ตี้ที่ไม่ใส่ไซรัปเลย

ส่วนอาหารจานหลักก็มีทั้ง ซี่โครงหมูซอสบาร์บีคิว, ต้มยำทะเล, กะเพราทะเล, ยำถั่วพลู, ข้าวผัดปู และเทมปุระรวม รสชาติก็อร่อย จัดจ้านทุกเมนู


กินอิ่มแล้วเราก็เดินไปร้านสะดวกซื้อเพื่อหาซื้อของกินของใช้เพิ่มเติมค่ะ ซึ่งมีร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น อยู่ตรงมุมถนนอีกด้าน ออกจากรีสอร์ทเราเดินไปทางซ้ายมือค่ะ เดินไปประมาณ 700-800 เมตรก็ถึงแล้ว แลดูเหมือนไกลแต่เดินไปกันหลายคนก็เพลินและสนุก รวมทั้งได้ดูว่าตามแนวถนนสายนี้มีรีสอร์ทและร้านอะไรอีกบ้าง

วันรุ่งขึ้นเราก็ทานอาหารเช้าที่เป็นบุฟเฟ่ต์ของโรงแรมค่ะ แอดมินปลื้มตรงมีเครื่องชงกาแฟสดนี่ล่ะค่ะ ส่วนสลัดก็ชอบที่มีน้ำสลัดให้เลือกหลายอย่าง แล้วก็มีเมนูไข่ให้สั่งแล้วพนักงานจะยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ส่วนเมนูอื่นๆ ก็มีเมนูอาหารเช้าทั่วไปอย่างไส้กรอก แฮม ข้าวผัด อาหารไทยต่างๆ แอดมินทานเมนูไข่กระทะกับไส้กรอกจนอิ่มเลยไม่ได้ชิมอาหารไทยค่ะ

จากนั้นพวกเราก็เช็กเอาท์เพื่อที่จะไปเที่ยว “บ้านกลับหัว พัทยา” ตามที่ตั้งใจเอาไว้ งานนี้มีเพื่อนเจ้าถิ่นมาขับรถนำทางค่ะ โดยใช้เส้นทางที่ไปยังพระพุทธรูปเขาชีจรรย์ และสวนน้ำรามายาณะ พัทยา ที่นี่คิดค่าเข้าคนละ 180 บาทค่ะ

พวกเราพอเข้าไปก็มีคนขอเล่น ไจโรสโคป เครื่องจำลองการบิน ที่เข้าไปนั่งแล้วจะมีพนักงานมาหมุนแบบ 360 องศาให้ ดูแล้วชวนเวียนหัวจังเลย แอดมินขอผ่านโลด แต่คนที่เข้าไปเล่นก็สตรองมาก ดูไม่ค่อยเวียนหัวเลยค่ะ

จากนั้นก็เข้าไปเดินชมในปราสาทซึ่งก็ไม่มีอะไรมากนอกจากจุดถ่ายรูปกับอัศวินชุดเกราะ ส่วนไฮไลท์เด็ดอยู่ในบ้านกลับหัวค่ะ แต่พื้นจะเอียงๆ นะคะ ยืนนานๆ ก็ชวนเวียนหัว แอดมินนึกว่าเป็นอยู่คนเดียว สักครู่ก็มีหนุ่มน้อยที่มากับคุณพ่อก็บ่นว่าเวียนหัวเช่นกัน ถ้าไม่อยากเวียนหัวต้องแอ๊คท่าถ่ายรูปให้สนุกไปเลยค่ะ


ตอนซื้อบัตรจะมีคู่มือและตัวอย่างการแอ๊คท่าในมุมต่างๆ ของห้องแต่ละห้องด้วยนะคะ แล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำว่าเราต้องจัดท่าทางยังไง พอเราถ่ายรูปเสร็จแล้วกลับรูปจากบนลงล่างก็จะแลดูเหมือนว่าเรากำลังลอยตัวอยู่บนเพดานค่ะ

ภาพจาก https://www.facebook.com/upsidedownpattayaofficial/

ออกจากบ้านกลับหัว อีกด้านจะเป็นเขาวงกตค่ะ มีแผนที่ตรงหน้าทางเข้าให้ศึกษาหาเส้นทางด้วยนะคะ พอเดินทะลุก็จะเป็นจุดขี่จักรยาน และร้านเครื่องดื่มค่ะ จักรยานที่ว่าดูท่าจะขี่ยากอยู่ เพราะล้อใหญ่แถมบังคับยาก แต่ก็เห็นพนักงานขี่โชว์อย่างช่ำชองเลยค่ะ เพื่อนในกลุ่มก็ขอไปเล่นบ้างกว่าจะครบรอบก็เหนื่อยไม่น้อย แต่ก็นับว่าเป้นหนึ่งในประสบการณ์การเที่ยวพัทยาที่ต้องจดจำไปอีกนานเลยค่ะ

ภาพจาก https://www.facebook.com/upsidedownpattayaofficial/

ใครอยากตามรอยทริปของพวกเราก็ติดต่อที่พักได้ที่ แรบบิท รีสอร์ท โทร. 038-251730 ถึง 732 หรือ www.rabbitresort.com ร้านอาหาร Chefs Company โทร. 038-251731 และ บ้านกลับหัว พัทยา (Upside Down Pattaya) โทร. 090-2010701 ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/upsidedownpattayaofficial/

ad.pressacard.700.90